Tag » YAOI

Love Addict E-Store open! Special release discount!

I had this idea that I was going to hold off releasing Love Addict through the webshop until we’d revamped my website and made it more functional. 271 more words

Yaoi

FIC KONG*TANG : AFTER SUNSET

Fic Thailand International Football Team

After Sunset

KT

PG – 13

**เรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเหตุการณ์สมมุติ ที่เกิดจากจินตนาการของผู้เขียน หากใครไม่ชอบใจ ผ่านได้เลยครับแต่หากใครรักเชิญทัศนาได้ตามสบาย **

บรรยากาศในสนามบินดอนเมืองช่วงเย็นๆนี้ก็ดูปกติดี ดูไม่ร้อนไม่หนาว หรือเพราะไอ้การที่ผมเพิ่งบินตรงกลับมาจากญี่ปุ่นเนี่ยจะทำให้ผมปรับสภาพร่างกายตัวเองไม่ได้ดีเท่าไหร่ เพราะตอนอยู่นู้นเนี่ยโคตรหนาว พอมาเจออากาศที่ต่างกันสุดขั้วแบบที่บ้านเรานี้่ก็นะ พอคิดถึงการแข่งญี่ปุ่นก็ทำให้อดรู้สึกเสียดายไม่ได้ พวกเราต่างพยายามกันมากเพื่่อที่จะให้ได้แต้มตีตื้นขึ้นมาหลังจากถูกนำไปก่อน จนในที่จุดที่เราสามารถตีเสมอได้เป็น 2-2 และเวลาแห่งความพยายามกว่า 20 นาทีที่เราต่างพยายามจะทำแต้มให้ได้เพียงประตูเดียว แต่สุดท้ายเรากลับถูกเก็บแต้มสำคัญและตกรอบไปในที่สุด ถึงแม้ว่าผลจะออกมาเป็นแบบนี้ แต่ดูจากผลตอบรับของแฟนบอลส่วนใหญ่ เราก็ได้แต่ยิ้มรับ ทุกๆคนต่างเคารพและชื่นชมในฝืมือการเล่นของพวกเรา แค่นี้ก็ถือเป็นสิ่งที่ภาคภูมิใจสำหรับพวกเราฉลามชลทุกคน และที่ทำให้ผมสุขได้ยิ่งกว่าอะไร คือข้อความสั้นๆที่ส่งมาหลังจากเกมจบได้ไม่นาน ข้อความจากใครที่เขาคิดถึงสุดหัวใจ

“แพ้เสร็จก็กลับมาได้แล้ว….อย่าคิดมากละ ยิงได้ก็เก่งแล้ว”

ไม่รู้ว่าผมจะนับว่ามันเป็นคำชม คำด่า คำให้กำลังใจดี แต่สุดท้ายไม่ว่าคนส่งจะหมายความยังไง ผมก็เลือกที่จะโมเมไปเองแล้วว่าอีกฝั่งคงเป็นห่วงความรู้สึกผม และที่ยิ่งไปกว่านั้น มันก็คงคิดถึงผมอยู่บ้างละ พอนึกถึงทีไรก็ดันเผลอยิ้มหน้าบานออกมาทุกที

“แหมมึง เหยียบไทยปุ๊ปก็หน้าบานเลยนะ นัดใครไว้เปล่า” เปฺ็นไอ้พี่เอ็มที่เอาศอกมากระทุ้งผม ทำไมเล่าคนมีความสุขจะยิ้มบ้างไม่ได้รึไง

“นัดอะไรล่ะพี่ ก็สบายใจไงได้กลับบ้าน” ผมตอบไปปัดๆ แต่ว่าแต่ผมเหอะ ไอ้พี่เอ็มนี้ตั้งแต่อยู่ญี่ปุ่นแล้วนะ ปกติไม่ค่อยเห็นเล่นโทรศัพท์ถี่ขนาดนี้

“ว่าแต่พี่เหอะ เห็นตั้งแต่ลงเครื่องมาเนี่ย ยังไม่หยุดกดโทรศัพท์เลยนะ” พอเจอผมแซวกลับไป ก็ทำหน้ามุ้ยใส่ซะงั้นวุ้ย

“ยุ่งอะมึง” เอ้าที่เราถามหาว่ายุ่ง ที่ตัวเองถามคนอื่นละหน้าระรื่น อย่าให้รู้นะว่าคุยกับใคร จะแฉให้ยับเลย เออ พูดถึงโทรศัพท์ เหมือนผมพึ่งนึกได้ว่าตั้งแต่ลงเครื่องผมยังไม่ได้เช็คเครื่องเลยนี้หว่า ว่าแล้วก็หยิบขึ้นมาดูสักหน่อย ผมหยิบมือถือที่เปิดโหมดแอร์แพลนไว้ มาปรับให้เป็นโหมดปกติ และยังไม่มีที่จะได้เปิดดูอะไรข้อความหนึ่งก็เด้งขึ้นมากลางหน้าจอ ข้อความที่พอเห็นแล้วทำเอาผมตาโตขึ้นมาในทันใด ผมเปลี่ยนทิศทางจากที่จะเดินไปที่รถของสโมสร เป็นลานจอดรถของสนามบิน

“เห้ย ไอ้ก้องจะไปไหนรถอยู่ทางนี้” เสียงไอ้พี่เอ็มประท้วงขึ้นมา ระหว่างที่ผมกำลังจะลากออกไป

“เออ พอดีมีนัดนิดหน่อยนะพี่ เดี๋ยวผมกลับเอง พี่ไปเถอะ ไปนะ” ผมไม่รอที่จะฟังคำถามหรืออะไรก็ตามที่กำลังจะออกมาจากปากของไอ้พี่เอ็ม แม้จะได้ยินคำสรรเสริญ เยินยอ ลอยตามมาบ้าง แต่ถามว่าตอนนี้อะไรมาฉุดผมไว้ผมก็ไม่ยอมแล้วละ ผมรีบลากกระเป๋ามาให้ถึงลานจอดรถของสนามบิน ก่อนจะเริ่มมองหาเป้าหมาย จนในที่สุดสายตาของผมก็ไปสะดุดอยู่กับ เซฟโลเลต ครู๊ส อันโตที่จอดอยู่ตรงใกล้กับทางออก และยิ่งมั่นใจว่าไม่ผิดเป้าหมายก็ตรงทที่มีสติกเกอร์รูปกิเลนสีแดงติดอยู่นี้แหละ เชื่อเถอะว่าใครเห็นผมตอนนี้ต้องมีอึ้ง คนบ้าอะไรมันจะยิ้มหน้าบานได้ขนาดนี้ เห้อ อยากจะบอกเหลือเกินว่าตอนที่เห็นข้อความนั้นหัวใจที่เต้นรัวยังกับอะไร

“รออยู่ลานจอดรถนะ” 

*

*

*

ไม่รู้ว่าวันผมดันไปนึกครึมอกครี้มใจอะไรกับชีวิต เพราะปกติในวันที่เป็่นวันหยุดพักผ่อนหลังจากที่ฟาดแข้งมาติดๆกันหลายแมท แต่อะไรก็ไม่รู้ดลใจให้ผมแหกขี้ตาตื่นตั้งแต่เช้าโด่งแบบนี้ ผมได้แต่งัวเงียขึ้นมากึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง พลางรวบรวมสติเพื่อหาสาเหตุว่าอะไรดลใจให้ผมเลือกที่จะสละเวลานอนอันแสนจะมีค่า มานั่งกอดหมอนอยู่แบบนี้ มีซ้อมก็ไม่ใช่ ออกงานก็ไม่ใช่ ถ่ายหนังสือถ่ายอีเว้นท์ก็ไม่มี นัดกับจ๋าก็ไม่ใช่ แล้ววันนี้ แมร่งวันอะไรว่ะ ผมนึกไปก็เริ่มที่จะคว้านหาโทรศัพท์มือถือที่ปกติจะวางไว้ข้างตัว และพอหยิบขึ้นดูแล้วเห็นข้อความที่ปรากฏอยู่หน้าจอ ก็ถึงขั้นบางอ้อทันที

“กำลังกลับแล้ว คิดถึงฉิบหาย”  

ก็ว่าวันนี้มันวันที่ 18 ไอ้หนวดมันกลับมาจากญี่ปุ่นแล้วนี่ว้า ถึงยังนั้นก็เถอะผมก็ยังงงอยู่ดีว่าทำไมผมต้องตื่นแต่เช้า เห้อ แต่พอไล่อ่านข้อความของไอ้หนวดอีกที โดยเฉพาะไอ้คำว่า คิดถึง เนี่ย ไม่รู้จะอะไรขนาดนั้น ช่วงระยะเวลาตั้งแต่ที่แยกกันตอนจบคิงคัพ จนถึงวันที่มันไปญี่ปุ่น ถ้าเอาคำว่าคิดถึงที่มันส่งมาให้ผมไม่ว่าจะในรู้แบบของข้อความ ในไลน์ หรือโทรมาบอกด้วยตัวเองแล้วละก็ จนเยอะพอที่เอามาร้อยติดกันแล้วพันรอบโลกได้สักรอบสองรอบ ถึงจะพูดไปแบบนั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่า รู้สึกอุ่นไปทั่วทั้่งหัวใจ อุ่นเหมือนกับมีมันมาคอยอยุ่ใกล้ๆตลอดเวลา และเหมือนความรู้สึกตรงนั้นเองที่พาผมให้ลุกขึ้นจากเตียงเพื่อไปจัดการธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย ก่อนที่เปิดตู้เย็นหยิบแซนวิชที่ซื้้อไว้ตั้งแต่เมื่อวานมากินให้พออยู่ท้อง ก่อนจะคว้ากุญแจรถคันเก่งแล้วขับออกจากบ้านไป ขับไปขับมารู้สึกตัวอีกทีก็มาก็พาตัวเองมาที่ลานจอดรถของสนามบินเป็นที่เรียบร้อย และพร้อมยกนาฬิกาขึ้นมาดูปรากฏว่าเป็นเวลาที่เกือบๆ จะเที่ยง ผมนั่งนิ่งๆอยู่บนรถพลางยิ้มให้กับความบ้าบอให้กับการกระทำของตัวเอง ไม่ได้เตรียมตัว ไม่ได้เตรียมอะไรทั้งนั้น รู้ตัวอีกทีก็พาตัวเองมาอยู่ตรงนี้แล้วจนได้ ใจหนึ่งผมก็อยากจะออกไปรอที่มันในสนามบิน แต่รับรองว่าถ้านักข่าวมาเห็นต้องมีคำถามเป็นสิบคำถามแน่ว่า กองหลังเมืองทองอย่างผม จะมาสนามบินวันเดียวกับที่ชลบุรีกลับมาเพราะอะไร จะให้แก้ตัวว่ามาสืบราชการลับก็คงไม่เข้าท่า สุดท้ายผมก็ตัดสินใจจะฝังตัวเองอยู่ในรถ โดยไม่ลืมที่จะส่งข้อความไปบอกไอ้คนที่ตอนนี้น่าจะอยู่บนเครื่องไปว่าผมรออยู่ที่ไหน เดาไม่อยากเลยว่าตอนนี้ไอ้หนวดมันเห็นข้อความหน้ามันจะบานขนาดไหน แต่ตอนนี้ผมคงต้องขอพักสายตาสักหน่อยแล้วละ ก็เล่นมาขนาดนี้ เวลาลงเครื่องจริงๆเกือบ 4 โมง ไอ้ตังนะไอ้ตัง เห้อ ผมพิงหัวเอนไปกับเบาะของรถ พลางเปิดกระจกไว้น้อยๆ และไม่ลืมที่จะล็อคประตูรถ ก่อนที่จะสติของผมเลือนหายไป

“ก็อกๆ” เสียงเคาะกระจกรถปลุกผมให้ตื่นขึ้นจากนิทรา พลางปรับโฟกัสทีพล่ามัวจนเมื่อชัดไปมองกระจกด้านข้าง ก็เห็นชัดเจนว่าไอ้คนที่เคาะกระจกอยู่ตอนนี้ฉีกยิ้มจนจะบานไปถึงหูอยู่แหละ ผมยกมือให้มันเป็นสัญญาณว่ารับรู้ในการปรากฏตัวของมัน แต่ผมขอตั้งสติตัวเองสักแปป ก่อนจะชี้ไปที่หลังรถเพื่อกะให้มันเอากระเป๋าไปเก็บให้เรียบร้อย เสียงโครมๆดังขึ้นหลังรถผม นี่มึงจะรีบอะไรขนาดนั้นไม่สงสารกระเป๋ามึงก็สงสารรถกูบ้าง และแมร่งก็ใช้เวลาไม่นานในการเก็บของ

“ฝั่งนู้น” ผมตะโกนบอกมันอย่างหัวเสีย ไอ้บ้าจะมาเปิดประตูรถฝั่งคนขับเพื่อ คนปกติที่ไหนเขาจะทำว่ะ เพี้ยนฉิบหาย พูดเสร็จมันก็ยังยิ้มหน้าบานเดินไปอีกฝั่งของประตูแล้วเปิดเข้ามานั่งเป็นที่เรียบร้อย สิ้นเสียงประตูปิด ใบหน้าของไอ้หนวดที่ดูเหมือนคราวนี้หนวดจะหายไปพอสมควรหันมาประจันหน้ากับผม พร้อมรอยยิ้มที่ไม่ต่างอะไรกับเด็กที่เวลาพ่อแม่เขาของขวัญมาวางกองอยู่ตรงหน้า แต่ไอ้ที่เล่นเอาผมสะดุ้งและต้องผละตัวนีก็คงไม่พ้น ไอ้คนตรงหน้าที่อยู่ดีไม่ว่าดีก็อ้าแขนพุ่งเข้ามากอดผมแบบไม่ทันได้ตั้งตัว

“เดี๋ยวววว มึงจะทำอะไร” พูดไปก็เอาแขนข้างนึงยันตัวมันไว้ ดีนะที่ขาผมไม่ได้ยกขึ้นมาง่ายๆ ไม่งั้นคงมีขาผมอีกข้างทีจะช่วยยันแน่ๆ งานนี้ เหมือนอีกฝ่ายจะรู้ว่าผมไม่ยอมแน่ๆ เลยถอยไปตั้งหลัก

“คิดถึง” แล้ว?

“แล้ว” ถามไปตามที่คิด

“ก็คิดถึง ขอกอดหน่อยดิ” ห่า งอแงเป็นเด็กไปได้ ไปเช็คหน้าตัวเองหน่อยไหม ว่าที่ทำอยู่เนี่ยเข้ากับหน้าบางรึเปล่า

“จะทำอะไรดูที่ดูทางบ้างดิเว้ย” คือนี้มันในรถแล้วฟิลม์รถผมก็ไม่ได้ทึบอะไรขนาดนั้น

“มึงแมร่ง กูคิดถึงมึงฉิบหาย ขอแสดงออกหน่อยไม่ได้ไงว่ะ” มันยังคงเถียงไม่หยุด มึงโตแล้วนะโว้ยย ทำเป็นเด็กๆ

“แล้วมันใช่ตอนนี้ไหมล่ะ” เดี๋ยวเหมือนผมพูดอะไรแปลกไปรึไง คือทำมันมองผมด้วยสายตาแบบนั้นละ

“แสดงว่าถ้าเป็นที่อื่น และไม่ตอนนี้คือได้ใช่ไหม” นั้นไง ผมคาดเดาว่าระบบประมวลผลในสมองไอ้หนวดนี้คงมีเพี้ยนบางแหละ ไม่งั้นก็ไม่พูดเพี้ยนๆแบบนั้นออกมาแน่ ผมตัดสินใจสตาร์ทรถแล้ว ขับออกไปจากตรงนี้ก่อน เพราะคาดว่าถ้าผมขับรถอยู่ไอ้คนที่นั่งอยู่ข้างเนี่ยไม่กล้ามายุ่งย่ามกับร่างกายผมแน่ๆ แต่สุดท้ายผมก็หยุดมันแค่ร่างกาน แต่ไอ้สายตาเนี่ยซิมึงจะรู้บ้างไหมความสติและสมาธิในการขับรถของผมแทบจะลดลงไปเกือบครึ่ง คือคิดดูว่าแทนที่มันจะนั่งดีๆ เอานั่งพิงเบาะมองไปข้างหน้า หรือหันไปมองหน้าต่าง แต่นี้มันเล่นนอนตะแคงกับเบาะรถ หันหน้ามาทางฝั่งผม แล้วจ้องหน้าผมอยู่อย่างนั้นแหละ จ้องชนิดที่แบบไม่กระพริบตาด้วยนะ พอผมหันไปมองมันก็ยิ้มที ไอ้บ้าา ไหวไหมว่ะเกริกฤทธิ์

“มึง” ผมเรียกมันโดยที่พยายามตั้งสายตาตัวเองในโฟกัสอยู่กับถนนข้างหน้า

“ครับ” คือกวนตีนปะว่ะ อยู่ดีๆก็มาสุภาพกับกูเนี่ย

“เลิกจ้องกูสักทีได้ไหม กูไม่สมาธิขับรถ” ผมบอกไปตามจริง ขืนให้มันจ้องอยู่แบบนี้ กลัวว่ารถจะไถเข้าข้างทางซะที

“เห็นใจกูบ้างดิ ไม่ได้เห็นหน้ามึงตั้งนาน ขอมองนานๆไม่ได้เหรอไง” รู้สึกว่าเปิดแอร์ไว้แล้วนะ ทำไมมันถึงร้อนๆแปลกๆ

“เออ อยากจ้องก็จ้อง รถตกข้างทางแล้วอย่ามาว่ากันนะมึง” สิ้นคำพูดผมก็เหมือนได้ยินเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขจากไปคนที่นั่งอยู่ข้างๆ

“ตัง” ผ่านไปนานพอดูกว่าที่มันจะเป็นฝ่ายเรียกชื่อผมขึ้นมาอีกครั้ง

“หือ” มันขานรับไปเบาๆ

“ไม่คิดจะกลับไปเรียก พี่ก้อง เหมือนคนอื่นเหรอ” คำถามของมันทำเอาผมเผลอขวมดคิ้ว เอาจริงๆผมก็เคยย้อนกลับมาถามตัวเองนะ ทำไมถึงไม่กลับไปเรียกมันเหมือนอย่างที่เคยเรียกสมัยที่เราพบกันครั้งแรก แต่พบย้อนกลับมาคิดถึงเหตุการณ์คืนนั้น คืนที่ผมลั่นวาจาบางอย่างไว้่ คืนที่ความไว้วางใจไม่สามารถย้อนกลับมาได้อีกครั้ง

“กูเลิกเคารพมึงในฐานะพี่มานานแล้ว และคงคิดจะไม่กลับเรียกแบบนั้นอีก” ผมรู้ว่ามันอาจจะฟังดูไม่ดี และคงทำให้คนที่นั่งอยู่ข้างๆของผมรู้สึกแย่ไปบ้าง แต่ผมก็อยากให้มันเข้าใจผมด้วยว่าสิ่งที่ผมสูญเสียไป ผมก็เรียกคืนมาไม่ได้เหมือนกัน ผมแอบหันไปมองหน้าคนหน้าหนวดอีกครั้ง หน้าแปลกที่สายตาและสีหน้ายังคงดูยิ้มแย้ม ไม่ได้มีท่าทางเสียใจกับสิ่งที่ผมพูดแม้แต่น้อย มีเพียงเสียงถอนหายใจเบาๆ เท่านั้นที่เขาจะได้ยินจากอีกคน

“มึงว่าไงกูก็ว่างั้น มันเป็นสิ่งที่กูควรจะได้รับ กูเข้าใจ เพราะถึงยังไงไม่ว่ามึงจะเรียกกูว่ายังไงกูก็ไม่แคร์หรอก แค่ทุกวันนี้กูยังมีมึงอยูข้างๆ แมร่งก็เป็นบุญชีวิตกูแค่ไหนแล้ว” น้ำเสียงที่ดูจริงจังของมันทำให้ผมทั้งรู้สึกสุขและรู้สึกผิดไปในเวลาใกล้เคียงกัน สุขที่รู้ว่าความรู้สึกที่มันมีต่อนั้นมันมั่งคงและมากมายขนาดไหน ทุกข์ที่เหมือนลึกๆในใจผมยังมีกำแพงยังอะไรบางอย่าง กำแพงที่ไม่ได้ตั้งใจ กำแพงที่แม้แต่ผมเองก็ไม่สามารถลบมันไปได้ กำแพงที่คนที่อยู่ที่ข้างๆผมคนนี้พยายามจะใช้ความรักทำลายมาแล้วครั้งแล้วเล่า โดนที่ผมก็ไม่รู้ว่าเมือ่ไหร่ที่กำแพงนี้มันจะสลายไปสักที ตอนนั้นมือของไอ้หนวดสะกิดผมให้หลุดจากภวังค์ของความคิด

“อะไรของมึง” ผมหันไปถามหาคนสะกิด

“รางวัล” มีมาแบมือของรางวัล แล้วดูทำหน้าดิ

“รางวัลไรว่ะ” นั้นดิ รางวัลอะไรของมัน

“ก็ที่กูยิงเข้าไง” โหแค่นี้มึงก็จะมาขอเนอะ แล้วดูมันทำ ถ้าผมบอกว่าไม่มีให้เนี่ยมันคงไม่โดดออกนอกประตูรถไปเลยนะ แต่ตอนนั้นผมนึกอะไรได้บางอย่าง ก่อนจะตัดสิ้นใจค่อยๆเปลี่ยนจากเส้นทางเดิม ไปอีกทางหนึ่งและเหมือนไอ้คนที่มัวแต่นั่งอ้อนวอนอยากจะได้ของขวัญไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย

“นอนไปตื่นนึง”

“หะ”

“นอนไปตื่นนึงตื่นมาแล้วเดี๋ยวก็เห็นเอง” พอผมพูดเสร็จไอ้หนวดตัวดีมันก็ฉีกหน้าบาน พร้อมเอาหัวไปพิงเบาะแล้วหลับตาปี๋ยังกับเด็กๆที่ครูบอกให้นอนกลางวันแล้วตื่นมาแจกขนมอย่างนั้น

“นอนแล้วนะ” นะยังมีลืมตามาดูอีก

“เออ หลับไปเหอะ” พอผมพูดหันไปแห้วใส่ไปเล็กน้อย จนไปไอ้หนวดแมร่งหลับตาไปอีกรอบ ผมได้แต่ส่ายหัวในนิสัยเด็กๆของมัน คือแฟนคลับมันจะรู้ไหมนะ ว่าพี่ก้องที่ในสนามพวกเขากรี๊ดกันหูดับ นอกสนามจะกลายเป็นไอ้เด็กหน้าหนวดตัวแสบได้ขนาดนี้ ผมหันกลับไปโฟกัสกับการขับรถอีกครั้ง พร้อมมุ่งหน้าไปยังจุดหมายที่ผมตั้งใจว่าจะเป็นของขวัญให้กับไอ้เด็กเอาแต่ใจคนนี้ซะหน่อย เห้อ หวังว่ามันจะชอบนะ

*

*

*

มาจนถึงตอนนี้ผมไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ ครั้งสุดท้ายที่ผมจำได้คือไอ้ตี๋บอกว่าให้นอนผมก็นอน คือเอาจริงๆผมก็ลืมไปเลยว่าจุดหมายที่จะไปคือที่ไหน เพราะตั้งแต่ผมขึ้นรถมันมา ก็เหมือนวันเวลาก็ถูกหยุดไว้เพียงเท่านั้น ผมพยายามปรับสายตาที่งัวเงียของตัวเองให้มองออกไปข้างนอกได้ชัดเจนขึ้น บรรยากาศภายนอกนั้นน่าจะประมาณ 5 เกือบ 6 โมงเย็น แสงสีแดงทองของฟ้าในขณะที่พระอาทิตย์ดวงโตกำลังกลับสู่ทะเล เดี๋ยว ทะเล ผมสะดุ้งตัวขึ้นมาจากเบาะพร้อมมองออกไปรอบนอกรถ ที่ด้านข้างตอนนี้สิ่งที่ผมเห็นคือชายหาดและทะเล ผมหันไปมองหน้าไอ้ตี๋ที่ตอนนี้กำลังเปิดกระจกผิวปากขับรถอย่างเพลิดเพลิน มันเหมือนจะรู้ว่าผมตื่นแล้ว มันก็หันมายิ้มให้ผมน้อยๆ ก็ที่จะเลี้ยวลงเข้าไปจอดที่ริมชายหาด คือผมอึ้งอยู่ไงเลยไม่รู้จะพูดอะไรดี แต่ไอ้ตี๋นี้ดูเหมือนมันจะชิวมาก มันจอดรถ ดับเครื่องแล้วก็เปิดประตูรถเดินออกไปนั่งที่ฝากระโปรงยังกับพระเอกเอ็มวี ผมที่เพิ่งตั้งสติได้ก็ตัดสินใจเดินตามออกไป ยืนอยู่ข้างๆมัน โดยที่ภาพตรงหน้าของเราทั้งสองคนคือ พระอาทิตย์ดวงโตที่กำลังจะลาลับขอบฟ้า เราสองต่างไม่มีคำพูดใดๆออกจากปากคนกันและกัน เราต่างมองภาพตรงหน้าพร้อมเก็บเอาบรรยากาศตอนนี้ไม่ใช่แค่เก็บไว้ในความทรงจำ แต่เก็บมันไว้ในความรู้สึกที่จะอยู่กับเราตลอดไป ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้เอื้อมมือไปจับมือของคนที่นั่งอยู่ข้างๆไว้ และที่น่าประหลาดยิ่งกว่าคืออาการไม่ขัดขื่นใดๆของไอ้ตี๋ สิ่งที่มันทำคือการหันกลับมามองหน้าผม พร้อมรอยยิ้มบางๆ ที่ไม่ว่าจะมองกี่ครั้งก็รู้สึกชุ่มฉ่ำไปทั้งหัวใจ

“จะขอแต่งงานเหรอ” มาขนาดนี้สงสัยผมจะมีหวัง

“ตลก” โหอะไรว่ะ ก็เห็นพามาบิ้วซะขนาดนี้ก็นึกว่าจะได้สวมแหวนซะแล้ว มันส่ายหน้ายิ้มๆก่อนที่จะหันมามองหน้าผม

“ของขวัญไง” มันพูดพร้อมยักไหล่เล็กน้อย ให้ตายเถอะนี้อาจจะเป็นไม่กี่ครั้งที่คนที่มักทำให้เขินอย่างผมให้กลายเป็นคนที่ต้องรู้สึกเขินซะเอง ผมไม่รู้จะพูดอะไรจริงๆในช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่และน่าจดจำครั้งหนึ่่งชีวิตของผม นอกเหนือจากเรื่องของฟุตบอล

“ช่างเลือกนะมึงเนี่ย” ผมพูดไปยิ้มไป ก่อนที่จะเอื้อมมืออีกข้างมาสัมผัสเบาๆที่กลุ่มผมแสนนุ่มของตรงหน้า พร้อมลูบไปอย่างเบามือก่อนที่จะค่อยๆปล่อยมือข้างที่ผมจับมือมันอยู่ ให้ขึ้นมาโอบรอบคอมาแทน มันจะรู้ไหมว่าใบหน้าขาวๆของมันตอนที่กระทบกับแสงอาทิตย์ในยามที่ลาตะวันแบบนี้มันยิ่งดึงดูดความรู้สึกของผมมากมายแค่ไหน ดวงตาที่ถึงแม้จะเล็กแต่ก็ส่องประกายได้อย่างงดงาม และในที่สุดผมก็ไม่อาจต้านทานแรงดึงดูดของความรู้สึกที่ผมมีให้มันได้ ใบหน้าของผมค่อยๆเคลื่อนไปประชิดกับวงหน้าของมันเรื่อยๆ เป้าหมายของผมคือริมฝีปากบางที่แสนสวยตรงหน้า พอถึงจุดๆหนึ่งดวงตาของผมกลับปิดสนิท เหมือนยังมีความรู้สึกขลาดกลัวที่จะมอบสัมผัสนี้ให้กับคนตรงหน้า แต่ในขณะที่วงหน้าของผมกำลังเข้าใกล้ ความรู้สึกเย็นวาบก็ไหลลงมาตั้งแต่จากหัวของผม จนผมต้องเผลอลืมตาทันที ผมพยายามปรับโฟกัสตรงหน้าก็เพราะไอ้ตี๋ที่ตอนนี้ยืนหัวเราะอยู่กลางชายหาด พร้อมขวดน้ำที่ผมเชื่อได้ว่าเป็นหลักฐานสำคัญในคดีลอบทำร้ายร่างกายผมเมื้อกี้ คือแมร่งหยิบมาตอนไหนว่ะทำไมผมไม่เห็น แต่ไอ้ท่าทางล้อเลียนของไอ้ตี๋ด้วยดีที่อยู่ตรงหน้านี้ซิมันน่าโมโหยิ่งนัก ผมหันไปมองหน้ามันก่อนจะเค้นยิ้มให้อย่างคาดโทษ จะเอาแบบนี้ใช่ไหม ผมชี้หน้ามันอีกครั้งก่อนจะสวมวิญญาณกองหน้าตัวจี๊ดพุ่งตัวไปหามันอย่างรวดเร็ว มันเองก็เหมือนจะรู้ตัวว่ากำลังจะโดนทำโทษยังไง มันเลยใช้วิชากองหลังของมันวิ่งหนีผมเหมือนกัน แต่ขอโทษเถอะไม่มีทางที่มันจะเร็วไปมากกว่าผม เพราะตอนนี้ไอ้ตี๋โดนผมรวบตัวแล้วจับโยนลงทะเลเป็นที่เรียบร้อย แต่ศึกครั้งนี้มันไม่จบง่ายดูเหมือนไอ้ตี๋มันก็ไม่ยอมแพ้ กระโดดขึ้นมาสาดน้ำใส่ผมได้อีก สุดท้ายก็กลายเป็นว่าเราสองต่างสาดน้ำใส่กันอย่างเมามัน ท่ามกลางทะเลสีทองที่มีเบื้องหลังเป็นดวงอาทิตย์สีแดง เห้อ ใครจะไปรู้ว่าวันหนึ่งฉลามจะมาเล่นน้ำกับกิเลนได้อย่างสนุกสนานขนาดนี้

ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงสุดท้ายยังไงซะกิเลนหรือจะว่ายน้ำสู้ฉลาม แต่ให้ตายเถอะไอ้กิเลนตัวนี้แมร่งดื้อฉิบหายกว่าจะปราบจนอยู่หมัด เล่นเอาฉลามหนุ่มอย่างผมหอบกินเลยซิ ตอนนี้เราสองคนต่างหมดสภาพนอนหอบหมดแรงอยู่กลางทราย ท่ามกลางท้องฟ้าที่เปลี่ยนสีไปจนมืดสนิทที่เต็มด้วยดาวเล็กๆนับล้านบนท้องฟ้า ผมหันหน้าไปมองไอ้ตี๋ที่นอนหอบอยู่ข้างๆ

“เป็นไงล่ะมึงหมดสภาพ” ผมพูดไปยิ้มไป

“มึงแหละเล่นไม่รู้เรื่อง” เอาห่า โทษกูอีก ได้ข่าวมึงนะแหละเริ่ม ผมก็ได้ยิ้มหัวเราะไปเรื่อย ช่วยไม่ได้นี้หว่าคนมันมีความสุข จะทำให้อะไรมันก็มีความสุขไปหมดแหละตอนนี้ ผมเขยิบตัวเอาไปใกล้ไอ้ตี๋มากขึ้น พลางหันหน้าไปพูดบางอย่าง

“ขอบคุณนะเว้ย วันนี้กูโคตรมีความสุขเลยว่ะ” ผมไม่รู้ว่าจะมีคำพูดใดที่จะแทนความรู้สึกของผมตอนนี้ได้ มันเอ่อล้นมากกว่าจะกลั่นออกมาเป็นคำพูด แม้จะให้แสดงออก ผมยังไม่รู้เลยว่าต้องทำอย่างไรถึงจะทำให้คนๆนี้รับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่มีอยู่ใจของผม มันมากกว่ารัก เกินกว่าคำนั่นเป็นไหนๆ ผมตัดสินใจสอดแขนแกร่งเข้าไปที่ท้ายทอยของไอ้ตี๋ก่อนจะค่อยๆดึงร่างที่อยู่ข้างกายมากระชับในอ้อมกอด ตอนแรกก็กลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่ยอม ได้แต่คิดว่าเป็นเพราะมันเหนื่อยจนไม่มีแรงจะขัดขื่น หรือเพราะมันเองก็ต้องการความรู้สึกแบบนี้อยู่เหมือนกัน

“กูก็ไม่แย่ขนาดที่จะปล่อยให้มึงทำเพื่อกูอยู่ฝ่ายเดียวหรอกนะ” น่ารัก ไม่คิดว่าคนอย่างมันจะพูดจาน่ารักๆแบบนี้ออกมาได้

“มึงแมร่งน่ารักฉิบหาย” ผมกดจมูกลงไปบนกลุ่มผมนุ่มของไอ้ตี๋ พร้อมกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นอีก เราทั้งสองปล่อยเวลาให้ผ่านช้าๆ เนิ่นนาน และสงบเงียบ จนเสียงเดียวที่ชัดเจนที่สุดคือเสียงของคลื่นที่ซัดกระทบฝั่ง

“ห้ามไปทำน่ารักแบบนี้กับใครบ่อยๆรู้ไหมมึงอะ เลิกไปเกรียนตามไอจีชาวบ้านสักที” เดี๋ยวนี้ไม่ได้เลย ตามไปเม้นเขาไปทั่ว และเม้นแต่ละเม้นอ่านแล้วมันน่าหมั่นไส้่ฉิบหาย

“ว่าแต่กูมึงอะ เด็กๆพ่อแม่ห้ามไม่แคะรูจมูกรึไง เลยชอบไปแท๊กรูจมูกชาวบ้านเขาไปทั่ว” มันเป็นสไตล์โว้ยย ไม่เหมือนใครเข้าใจปะ

“สไตล์ใครสไตล์มัน” ผมตอบไปตามที่คิด

“สไตล์พริตตี้นี้ก็มึงด้วยใช่ไหม” มันพูดติดหัวเราะ นั้นไง ตั้งแต่เหตุการณ์วันนั้นผมก็กลายเป็นสายพริ้ตตี้ในสายตาใครหลายๆคน แต่สุดท้ายใครจะไปรู้ว่าสไตล์จริงของผมคืออะไร

“มั่วนั้นไม่ใช่สไตล์กูเหอะ” เออใส่ร้ายกูตลอด

“แล้วอะไรสไตล์มึง” อยากรู้จริงๆเหรอไงหะไอ้ตี๋

“อยากรู้จริงเหรอ” ผมถามด้วยน้ำเสียงทะเล้นๆ มันพยักหน้าที่ตอนนี้่วางอยู่บนอกผม รู้แล้วจะอึ้งไอ้ตี๊

“ของกูมันต้อง สารัชสไตล์ว่ะ” พูดเสร็จไอ้ตี๋มันก็ดีดตัวขึ้นจากอ้อมกอดผมแล้วมองกลับมาเอือมสุดๆ

“อะไรว่ะพูดความจริงก็รับไม่ได้” ผมลุกขึ้นนั่งตามมัน พร้อมมองดวงตาคู่สวยที่อยู่ตรงหน้า ดวงตาที่ผมไม่สามารถที่วางสายตาไปที่อื่นได้เมื่อได้จ้องมอง ดวงที่ผมเคยปราถาณาอยากจะครอบครองไว้ที่ผมแต่เพียงผู้เดียว

“จำไม่ได้เหรอไง หัวใจกูยกให้มึงไปหมดแล้ว ความรักมึงก็ได้ไปหมดแล้ว ต่อให้ตัวกูจะอยู่ตรงไหน สุดท้ายกูเป็นของมึงอยู่ดี” สิ้นคำพูดผมเขยิบตัวเองเข้าไปใกล้คนตรงหน้าพร้อมมอบสัมผัสอันอ่อนหวานประทับลงบนหน้าผากที่ชุ่มชื่นไปด้วยน้ำทะเล ในขณะที่ผมกำลังถอนริมฝีปากออกจากหน้าผากของมันช้าๆ จังหวะนั้นริมฝีปากของคนตรงหน้าก็เคลื่อนเข้ามาประทับลงที่ริมฝีปากหนาของผมอย่างรวดเร็ว ผมได้แต่นิ่งเพราะคงนานๆทีที่อีกฝ่ายจะจู่โจมผมก่อนแบบนี้ ดูมันซิ ทำเองแล้วก็นั่งอายเอง เห้ออ ไอ้เชี่ยตี๋แมร่งน่ารักเป็นบ้า

“รู้ตัวก็ดี” สิ้นคำพูดเราต่างยิ้มให้กัน ยิ้มที่เราต่างรอคอยที่ได้พบมันมาเนิ่นนาน ยิ้มเป็นสัญลักษณ์แห่งความสุขที่เราตั้งสองต่างโหยหา และ ณ เวลานี้มันกลับมาปรากฏเป็นตัวตนอยู่ข้างหน้า คนที่ผมเรียกได้ว่าเป็นความสุขที่ตัวตนในชีวิตของผม ขอให้ฟ้า ขอให้ลม ให้ดาว ให้ทะเล ให้คลื่นเป็นพยาน ผมสาบานว่าจะรักษาความสุขนี้ไว้ ให้อยู่ตรงตรึงในความทรงจำ ในความรู้สึก ในหัวใจ ตราบนานเท่านาน ถ้าจะมีวันที่จะมาจางหายไป ก็ขอให้วันนั้นเป็นวันที่ผมหมดลมหายใจ…   

จบ..

*

*

*

*

*

Writer Talk : ลองเปลี่ยนโลเคชั่นสวีทให้หนุ่มฉลามกับสาว?กิเลนบ้าง 55 มีคนชอบบอกว่ามีอะไรดราม่าก็ยัดให้คู่นี้ท่าเดียว เลยจัดแบบหวานๆสุดพลังแบบปลอดดราม่าให้สักตอน (พูดเหมือนตอนหน้าจะจัดโศกๆให้อย่างนั้นแหละ) และตอนนี้ก็แอบเปรยๆเรื่องว่าทำไมตังถึงไม่มีเรียกก้องว่าพี่ (เอาจริงๆพลาดตั้งแต่ตอนแรกเพราะคิดว่านางรุ่นเดียวกันเลยให้ตามน้ำมาตั้งแต่ตอนนั้น 55) ช่วงนี้เหมือนทั้งชลบุรีและเมืองทองจะเจอศึกหนัก ก็ให้กำลังใจทั้งสองทีมนะครับ ไม่รู้หรอกว่าผลสุดท้ายใครจะเป็นแชมป์ แต่ผมกลับรู้สึกดีมากเวลาที่พวกเขาสู้กันสนามและจบเกมอย่างมิตรภาพ แค่นี้เป็นอะไรที่ทำการดูฟุตบอลของผมมีความสุขสุดได้่แล้ว เหมือนเดิมนะครับ ชอบไม่ชอบ ติชมได้เหมือนเดิม ทุกคำติชมจะช่วยพัฒนาให้งานของผมดีขึ้นๆๆๆๆ ไปอีกนะครับ ขอบคุณสำหรับทุกการติดตาม เจอกันตอนหน้าครับ สวัสดีครับ

บอลไทย

FF KyungU " I'M YOUR GIRL" (Chapter 1)

Title : I’M YOUR GIRL (Chapter 1)
Author : littlepeony05
Cast : Lee Jieun (IU) , Do Kyungsoo (EXO), Park Sojin (Girls Day)
Other Cast : akan terus bertambah seiring jalannya cerita… 1.684 more words

Fanfiction

FF OnKey "Love & Free?" (Chapter 4)

–= FF CHAPTERED – LOVE & FREE? (CHAPTER 4) =–

Title: Love & Free? (Chapter 4)
Author: nggiet197
Main Cast: Kim Keybum, Lee Jinki
Other Cast: Lee Taemin, Choi Minho, Jung Krystal, Yagi Arisa… 2.494 more words

OnKey

SHORT FIC TON*JAY : NEVER APART

Short Fic Thailand International Football Team

Never Apart

TJ

PG-13

**เรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเหตุการณ์สมมุติ ที่เกิดจากจินตนาการของผู้เขียน หากใครไม่ชอบใจ ผ่านได้เลยครับแต่หากใครรักเชิญทัศนาได้ตามสบาย **

ไม่ใช่ว่าผมจะไม่รู้และไม่ได้เตรียมใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น หากพูดกันตามตรงมันเป็นสิ่งแรกๆด้วยที่ผมเคยตั้งคำถามกับตัวเองไว้่ตั้งแต่วันที่รู้ว่าผมและมันจะไม่ได้อยู่ใต้ชายคาของบ้านมังกรไฟหลังนี้ ซึ่งตอนแข่งคิงคัพผมก็เตรียมใจไว้ตั้งแต่เนิ่นๆแล้วว่าโอกาสที่อีกฝ่ายจะปฏิเสธหรือติดภารกิจกับสโมสรนั้นมีอยู่มาก แต่สุดท้ายเหมือนคนบนฟ้าจะยังใจดีอยู่ไม่น้อยที่ให้โอกาสเราทั้งสองคนได้มีช่วงเวลาที่แสนวิเศษแม้จะแสนสั้นแต่ก็ทำให้ผมมีกำลังทั้งใจและกายที่จะเดินหน้าต่อไปในอนาคต แต่พอมาถึงตอนนี้ก็อดคิดไม่ได้ว่า คนข้างบนอาจจะกำลังเล่นสนุกที่หลอกให้ผมสำลักความสุขแล้วสุดท้ายก็แอบเคลือบยาพิษไว้ภายใน ผมถอนหายใจน้อยๆ ก่อนที่จะหันไปมองปฏิทินที่เมื่อไม่กี่วันที่แล้ว วันที่มันมาค้างที่ห้อง ผมกับมันยังช่วยกันวาดวงกลม รอบวันที่ 2 มีนาคม พร้อมที่ไอ้ตัวโตมันก็เซ็นกำกับไว้ประมาณว่าวันนี้จะเป็นวันที่เราได้เจอกันอย่างเป็นทางอย่างงั้นแหละ พอคิดถึงวันนั้น คิดถึงค่ำคื่นนั้นของผมกับมัน ความอบอุ่นที่ยังคงอบอวลอยู่ในห้องได้ซึมผ่านเขามาในตัวผมตั้งแต่เมื่อไหร่ผมก็ไม่มั่นใจ แต่รู้ตัวอีกทีผมก็เผลอยิ้มและยกมือขึ้นมากอดตัวเองไว้หลวมๆ พลางหลับตาเพื่อหวังเพียงว่าความรู้สึกเหล่านี้จะยังอยู่กับตัวผม คอยประคับประคองให้ผมผ่านช่วงเวลาต่อจากนี้่ไปให้ได้ ผมไม่รู้ว่านานเพียงไหนที่ผมปล่อยตัวเองให้อยู่กับความรู้สึกที่อยู่ในใจ นานจนพอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง นาฬิกาที่ก่อนหน้านี้เข็มสั้นเคยวางอยู่เลข 3 แต่ตอนนี้กลับกลายมาเป็นเลข 6 ไปได้ ฟ้าข้างนอนก็ดูครึ้่มไปมาก นี้ผมหลับไปเกือบ 3 ชั่วโมงเลยเหรอเนี่ย แล้วในใจก็เหมือนจะนึกอะไรได้บางอย่าง ผมกวาดมือคว้านหาโทรศัพท์ พอเจอแล้วได้หยิบขึ้นมาดูเท่านั้น ผมเผลอเอามือกุมหน้าผากอย่างรู้สึกผิดพอรู้ว่าหน้าจอปรากฏภาพสายที่ไม่ได้รับกว่า 20 สาย ข้อความอีกเป็น 10 จากในทุกๆโปรแกรมแชทที่ผมเล่น และแน่นอนว่าทุกข้อความ ทุกสายที่โทร ล้่วนมาจากคนๆเดียวกันทั้งสิ้น ผมตัดสินรีบโทรกลับไปหาคนต้นสายทันที ในใจก็ได้แต่คิดว่า อย่าเพิ่งไปโดดตึกตายนะเว้ยไอ้ต้น 6 more words

บอลไทย

Kickstarter Signal Boost - Purity (Post Yaoi Anthology)

Hey guys!

I’ve probably mentioned this before, I tend to visit SmackJeeves from time to time. It’s a place that motivates me to finally create my own webcomic, find inspiration, and read comics that interest me. 160 more words

Boys' Love